------ ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ทำผ่าตัดข้อเข่าเทียม --------

รศ.นพ.อารี ตนาวลี
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

อาการที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์

  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาด้วยอาการปวด,ขัด และหรือบวม ของข้อเข่า
  • ข้อเข่าโก่งผิดรูป
  • การเคลื่อนไหวของข้อผิดปกติ

กลุ่มโรคซึ่งทำให้เกิดอาการดังกล่าว ได้แก่

    • โรคข้อเข่าเสื่อมจากอายุ
    • โรคข้ออักเสบต่าง ๆ เช่น รูมาตอยด์, เก๊าท์, เอสแอลอี เป็นต้น
    • โรคข้อเสื่อมจากเคยมีกระดูกหักหรือเหตุต่าง ๆ ของข้อมาก่อน
 

ข้อบ่งชี้ในการทำผ่าตัด

               เนื่องจากการผ่าตัดเปลียนข้อเข่าเทียมเป็นการผ่าตัดเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยสามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการปวดทรมาน สามารถเดิน ขึ้นและลงบันไดได้ดีขึ้น ระยะทางที่เดินได้ไกลมากขึ้น รวมถึงรูปร่างของข้อเข่าดูสวยงามขึ้น แต่เนื่องจากข้อเข่าเทียมมีอายุใช้งานโดยเฉลี่ยประมาณ สิบกว่าปี แล้วจะหลุดหลวม ซึ่งจำเป็นต้องทำผ่าตัดเปลี่ยนข้อใหม่อีกครั้ง จึงมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมดังนี้

    • ผู้ป่วยสูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่มี โรคข้อดังกล่าวในระยะปานกลางและท้าย ซึ่งมีอาการปวด,ขัด มาก รักษาโดยใช้วิธีทานยา, กายบริหาร, ใส่เครื่องช่วยพยุง และจำกัดกิจกรรม แล้วไม่ได้ผล
    • อาการข้อเข่าโก่งผิดรูป หรือเหยียดงอได้น้อยกว่าปกติ ที่ตรวจพบว่าเกิดร่วมกับข้อเสื่อม และมีอาการปวด, ขัด
    • ผู้ป่วยอายุน้อย ตั้งแต่ 60 ปีลงมาที่มี โรคข้อเสื่อมมากจากเคยมีกระดูกหักหรือเหตุต่าง ๆ ของข้อมาก่อน ที่มีอาการปวด,ขัด เป็นมาก รักษาวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล และไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม
    • โรคข้ออักเสบต่าง ๆ เช่น รูมาตอยด์, เก๊าท์, เอสแอลอี เป็นต้น ที่มีอาการปวด,ขัด เป็นมาก รักษาวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล

ข้อห้ามการทำผ่าตัดข้อเข่าเทียม ได้แก่

  1. ข้อเข่าอักเสบติดเชื้อ
  2. ข้อเข่าเสื่อมแบบมีความผิดปกติของการรับรู้อาการปวด

การประเมินผู้ป่วย

              เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจข้อเข่า โดยการตรวจดูรูปร่าง ความบวม ความอุ่นอักเสบ บริเวณที่ปวด การสัมผัสระหว่างกระดูกสะบ้า และกระดูกข้อหัวเข่า ตรวจการเคลื่อนไหวโดยจับข้อเข่าเหยียดและงอจนสุด ตรวจการแกว่งของข้อเข่าไปด้านในและด้านนอก จากนั้นแพทย์ประเมินความเสื่อมสภาพของข้อร่วมกับการประเมินจากภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์ ของข้อเข่าด้านหน้า ด้านข้าง และท่าเฉพาะสำหรับดูการสัมผัสของลูกสะบ้าในผู้ป่วยบางราย
หลังจากประเมินผู้ป่วยแล้ว แพทย์จะพิจารณาว่าผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมในการทำผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหรือไม่ หากมีความเหมาะสมก็จะทำการผ่าตัดผู้ป่วยต่อไป

 

การเตรียมตัวผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม แบ่งเป็นรายละเอียดดังนี้

การเตรียมตัวทั่วไป

                ผู้ป่วยต้องได้รับการประเมินจากอายุรแพทย์ เพื่อให้ทราบว่าสภาพทั่วไปของร่างกายแข็งแรงพอที่ทนต่อการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งมีระเวลาผ่าตัดประมาณ 2-3 ชั่วโมง และอาจต้องเสียเลือดประมาณ 300-900 ซีซี ได

การเตรียมตัวเกี่ยวกับการผ่าตัดข้อเข่า

           ผู้ป่วยควรทราบว่าข้อเข่าเทียมเป็นข้อที่ได้รับการประดิษฐ์เพื่อให้การใช้งานของข้อเข่าใกล้เคียงกับปกติ แต่ยังไม่สามารถออกแบบให้ข้อเข่างอได้เต็มที่เหมือนข้อเข่าปกติ ดั้งนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะงอข้อเข่าได้ประมาณ 110-130 องศา หลังจากผ่าตัดแล้วผู้ป่วยอาจนั่งยอง ๆ หรือขัดสมาสไม่ได้ และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นการผ่าตัดที่เปลี่ยนเฉพาะส่วนผิวของกระดูกที่มีการเสื่อมและไม่เรียบ และนำผิวข้อเทียมใส่เข้าไปแทน ผู้ป่วยจึงยังมีกระดูกของตนเองอยู่ครบทั้งกระดูกข้อส่วนบน ส่วนล่างและกระดูกสะบ้า
           ผู้ป่วยควรฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าให้แข็งแรงล่วงหน้า เพื่อช่วยให้ผลของการผ่าตัดดีและสามารถมีพัฒนาการสู่การเดินแบบปกติได้โดยเร็ว โดยการนั่งบนเก้าอี้ แล้วเหยียดข้อเข่าตรงและเกร็งค้างไว้เป็นเวลาประมาณ 10-15 วินาที แล้วจึงคลายและงอข้อเข่าลง การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ 1 ครั้ง ผู้ป่วยควรฝึกการบริหารดังกล่าว ทุกวัน โดยบริหารวันละ 100-200 ครั้ง
           การวางยาสลบสามารถใช้ได้ทั้งวิธีวางยาสลบให้หมดความรู้สึก หรือฉีดยาเข้าไขสันหลังก็ได้ แผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้าของข้อเข่ายาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร หลังจากการผ่าตัดมักจะมีอาการปวดบริเวณผ่าตัดมากอยู่ 48 ชั่วโมง ทั้งนี้แพทย์จะให้ยาระงับอาการปวดอย่างเต็มที่ในขณะ 48 ชั่วโมงนี้ หลังจากการผ่าตัดจะมีสายสำหรับให้เลือดที่คั่งค้างอยู่ในแผลไหลออกสู่ขวด ซึ่งแพทย์มักเอาออกใน 24-48 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะเริ่มหัดเดินโดยลงน้ำหนักบนเท้าข้างที่ทำผ่าตัดได้ โดยประมาณตั้งแต่วันที่ 2-5 หลังจากการผ่าตัดเป็นต้นไป
           ในระยะแรกหลังจากการผ่าตัดเข่าจะบวมและอุ่น อาการบวมมักจะหายไปภายใน 3 เดือน ส่วนอาการเข่าอุ่น จะเข้าสู่ปกติประมาณ 6-12 เดือนหลังจากผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีอาการชาบริเวณด้านนอกของแผลผ่าตัดได้ โดยทั่วไปประมาณ 3-6 เดือนบริเวณที่ชาเล็กลงจนไม่เป็นที่รำคาญ ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าผลของการผ่าตัดดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากการผ่าตัดประมาณ 6-12 สัปดาห์ เป็นต้นไป อนึ่งผู้ป่วยควรทราบว่า หลังจากการผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยอาจได้ยินเสียง คลิก เกิดขึ้นได้ในขณะเหยียดหรืองอข้อเข่า ซึ่งถือว่าเสียงนี้เป็นเสียงปกติ

 

หลังจากการผ่าตัด

               ผู้ป่วยนอนราบบนเตียง โดยแพทย์จะคาสายสวนปัสสาวะไว้ ประมาณวันที่ 2-3 หลังจากการผ่าตัด แพทย์จะให้ลุกนั่งห้อยขาข้างเตียง ซึ่งมักจะทำไห้ข้อเข่างอได้ประมาณเกือบ 90 องศา และให้ผู้ป่วยฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า โดยการให้เหยียดเข่าเกร็งตรงเป็นเวลา 10 วินาทีแล้วคลายลง ทำเช่นนี้บ่อย ๆ (เท่าที่สามารถทำได้) ทั้งขณะนอนหงายบนเตียงและขณะนั่งห้อยขาข้างเตียง จากนั้นให้ผู้ป่วยเดินลงน้ำหนักโดยใช้เครื่องช่วยเดิน เริ่มจากวันละประมาณ 15-20 นาที โดยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของผู้ป่วย พร้อม ๆ กับการฝึกการเหยียดและงอข้อเข่า
           ผู้ป่วยมักได้รับอนุญาตให้กลับบ้านประมาณ 5-10 วันหลังจากการผ่าตัด โดยก่อนกลับบ้านควรงอข้อเข่าได้อย่างน้อย 90 องศา อาการทั่วไปไม่มีไข้ และเดินได้ดีพอควร

 

การปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัด

              ผู้ป่วยควรฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าอย่างสม่ำเสมอ และฝึกการเหยียดงอข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปการเหยียดงอข้อเข่ามักเปลี่ยนแปลงได้มากในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังจากการผ่าตัด ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นเวลาที่ควรฝึกบริหารอย่างเต็มที่ และควรงอข้อเข่าได้อย่างน้อย 100 องศา ผู้ป่วยทุกคนจะรู้สึกว่าตึงและปวดข้อเข่าขณะพยายามงอข้อเข่า แต่พบว่าเมื่อผู้ป่วยปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้วอาการปวดและตึงมักน้อยลงจนหายไป
ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินว่าได้ผลการรักษาดี คือ เดินแล้วไม่มีอาการปวดเหมือนก่อนการผ่าตัด มีแนวของขาข้างที่ผ่าตัดอยู่ในแนวที่ดี มีการเหยียดข้อเข่าได้สุดหรือเกือบสุด และงอข้อเข่าได้ประมาณ 100 องศาขึ้นไป
         เมื่อข้อเข่าเริ่มเข้าสู่ภาวะคงที่แล้ว ซึ่งโดยทั่วไปประมาณ 6 เดือน ข้อเทียมจะมีความแข็งแรงเสมือนว่าเป็นข้อเข่าของผู้ป่วยเอง จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าข้อจะหลุดออกมา ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้ ขึ้นลงบันไดได้ สามารถออกกำลังกายเช่น เดินเร็ว ๆ รำมวยจีน เล่นกีฬาเช่น ว่ายน้ำ กอล์ฟ ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักเช่นการวิ่งเร็ว การกระโดดอย่างต่อเนื่อง การเล่นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เช่น เทนนิส เป็นต้น การนั่งที่เหมาะสมควรนั่งบนเก้าอี้ มีผู้ป่วยบางรายเท่านั้นที่สามารถนั่งยอง ๆ หรือนั่งขัดสมาส หรือนั่งพับเพียบได้

 

การดูแลและปฏิบัติตัวในระยะยาว

           เพื่อให้การใช้งานของข้อเทียมมีความยืนยาวนานที่สุด ผู้ป่วยควรมีวิธีปฏิบัติตัวที่เหมาะสมดังนี้

การมาพบแพทย์

    1. ให้มาตามนัดเสมอ
    2. มาเป็นกรณีพิเศษเมื่อเกิดความผิดปกติต่อไปนี้
      • มีอาการปวดหรือบวมหรือขัดผิดปกติขึ้นมาใหม่
      • มีบาดแผลบริเวณเข่ารวมถึงขาข้างที่ผ่าตัด
      • ความผิดปกติอื่น ๆ ที่ทำให้กังวลใจ
      • การรับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
    3. ควรแจ้งให้แพทย์ ทันตแพทย์ทราบว่ามีข้อเทียมอยู่ ในกรณี
      • ทำฟัน
      • เมื่อมีการอักเสบติดเชื้อที่ต่าง ๆ ของร่างกาย
      • การทำหัตถการทางการแพทย์ต่างๆ ที่ต้องเจาะเข้าเส้นเลือด