การประเมินผู้ป่วย
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์
แพทย์จะทำการตรวจข้อเข่า โดยการตรวจดูรูปร่าง ความบวม ความอุ่นอักเสบ
บริเวณที่ปวด การสัมผัสระหว่างกระดูกสะบ้า และกระดูกข้อหัวเข่า
ตรวจการเคลื่อนไหวโดยจับข้อเข่าเหยียดและงอจนสุด ตรวจการแกว่งของข้อเข่าไปด้านในและด้านนอก
จากนั้นแพทย์ประเมินความเสื่อมสภาพของข้อร่วมกับการประเมินจากภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์
ของข้อเข่าด้านหน้า ด้านข้าง และท่าเฉพาะสำหรับดูการสัมผัสของลูกสะบ้าในผู้ป่วยบางราย
หลังจากประเมินผู้ป่วยแล้ว แพทย์จะพิจารณาว่าผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมในการทำผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมหรือไม่
หากมีความเหมาะสมก็จะทำการผ่าตัดผู้ป่วยต่อไป
การเตรียมตัวผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
แบ่งเป็นรายละเอียดดังนี้
การเตรียมตัวทั่วไป
ผู้ป่วยต้องได้รับการประเมินจากอายุรแพทย์
เพื่อให้ทราบว่าสภาพทั่วไปของร่างกายแข็งแรงพอที่ทนต่อการผ่าตัดใหญ่
ซึ่งมีระเวลาผ่าตัดประมาณ 2-3 ชั่วโมง และอาจต้องเสียเลือดประมาณ
300-900 ซีซี ได้
การเตรียมตัวเกี่ยวกับการผ่าตัดข้อเข่า
ผู้ป่วยควรทราบว่าข้อเข่าเทียมเป็นข้อที่ได้รับการประดิษฐ์เพื่อให้การใช้งานของข้อเข่าใกล้เคียงกับปกติ
แต่ยังไม่สามารถออกแบบให้ข้อเข่างอได้เต็มที่เหมือนข้อเข่าปกติ
ดั้งนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะงอข้อเข่าได้ประมาณ 110-130 องศา หลังจากผ่าตัดแล้วผู้ป่วยอาจนั่งยอง
ๆ หรือขัดสมาสไม่ได้ และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นการผ่าตัดที่เปลี่ยนเฉพาะส่วนผิวของกระดูกที่มีการเสื่อมและไม่เรียบ
และนำผิวข้อเทียมใส่เข้าไปแทน ผู้ป่วยจึงยังมีกระดูกของตนเองอยู่ครบทั้งกระดูกข้อส่วนบน
ส่วนล่างและกระดูกสะบ้า
ผู้ป่วยควรฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าให้แข็งแรงล่วงหน้า
เพื่อช่วยให้ผลของการผ่าตัดดีและสามารถมีพัฒนาการสู่การเดินแบบปกติได้โดยเร็ว
โดยการนั่งบนเก้าอี้ แล้วเหยียดข้อเข่าตรงและเกร็งค้างไว้เป็นเวลาประมาณ
10-15 วินาที แล้วจึงคลายและงอข้อเข่าลง การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ
1 ครั้ง ผู้ป่วยควรฝึกการบริหารดังกล่าว ทุกวัน โดยบริหารวันละ
100-200 ครั้ง
การวางยาสลบสามารถใช้ได้ทั้งวิธีวางยาสลบให้หมดความรู้สึก
หรือฉีดยาเข้าไขสันหลังก็ได้ แผลผ่าตัดจะอยู่ด้านหน้าของข้อเข่ายาวประมาณ
15-20 เซนติเมตร หลังจากการผ่าตัดมักจะมีอาการปวดบริเวณผ่าตัดมากอยู่
48 ชั่วโมง ทั้งนี้แพทย์จะให้ยาระงับอาการปวดอย่างเต็มที่ในขณะ
48 ชั่วโมงนี้ หลังจากการผ่าตัดจะมีสายสำหรับให้เลือดที่คั่งค้างอยู่ในแผลไหลออกสู่ขวด
ซึ่งแพทย์มักเอาออกใน 24-48 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะเริ่มหัดเดินโดยลงน้ำหนักบนเท้าข้างที่ทำผ่าตัดได้
โดยประมาณตั้งแต่วันที่ 2-5 หลังจากการผ่าตัดเป็นต้นไป
ในระยะแรกหลังจากการผ่าตัดเข่าจะบวมและอุ่น
อาการบวมมักจะหายไปภายใน 3 เดือน ส่วนอาการเข่าอุ่น จะเข้าสู่ปกติประมาณ
6-12 เดือนหลังจากผ่าตัด ผู้ป่วยอาจมีอาการชาบริเวณด้านนอกของแผลผ่าตัดได้
โดยทั่วไปประมาณ 3-6 เดือนบริเวณที่ชาเล็กลงจนไม่เป็นที่รำคาญ
ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าผลของการผ่าตัดดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากการผ่าตัดประมาณ
6-12 สัปดาห์ เป็นต้นไป อนึ่งผู้ป่วยควรทราบว่า หลังจากการผ่าตัดแล้ว
ผู้ป่วยอาจได้ยินเสียง คลิก เกิดขึ้นได้ในขณะเหยียดหรืองอข้อเข่า
ซึ่งถือว่าเสียงนี้เป็นเสียงปกติ
หลังจากการผ่าตัด
ผู้ป่วยนอนราบบนเตียง
โดยแพทย์จะคาสายสวนปัสสาวะไว้ ประมาณวันที่ 2-3 หลังจากการผ่าตัด
แพทย์จะให้ลุกนั่งห้อยขาข้างเตียง ซึ่งมักจะทำไห้ข้อเข่างอได้ประมาณเกือบ
90 องศา และให้ผู้ป่วยฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า โดยการให้เหยียดเข่าเกร็งตรงเป็นเวลา
10 วินาทีแล้วคลายลง ทำเช่นนี้บ่อย ๆ (เท่าที่สามารถทำได้) ทั้งขณะนอนหงายบนเตียงและขณะนั่งห้อยขาข้างเตียง
จากนั้นให้ผู้ป่วยเดินลงน้ำหนักโดยใช้เครื่องช่วยเดิน เริ่มจากวันละประมาณ
15-20 นาที โดยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของผู้ป่วย พร้อม ๆ กับการฝึกการเหยียดและงอข้อเข่า
ผู้ป่วยมักได้รับอนุญาตให้กลับบ้านประมาณ
5-10 วันหลังจากการผ่าตัด โดยก่อนกลับบ้านควรงอข้อเข่าได้อย่างน้อย
90 องศา อาการทั่วไปไม่มีไข้ และเดินได้ดีพอควร
การปฏิบัติตัวหลังการผ่าตัด
ผู้ป่วยควรฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าอย่างสม่ำเสมอ
และฝึกการเหยียดงอข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปการเหยียดงอข้อเข่ามักเปลี่ยนแปลงได้มากในช่วง
6 สัปดาห์แรกหลังจากการผ่าตัด ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นเวลาที่ควรฝึกบริหารอย่างเต็มที่
และควรงอข้อเข่าได้อย่างน้อย 100 องศา ผู้ป่วยทุกคนจะรู้สึกว่าตึงและปวดข้อเข่าขณะพยายามงอข้อเข่า
แต่พบว่าเมื่อผู้ป่วยปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้วอาการปวดและตึงมักน้อยลงจนหายไป
ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินว่าได้ผลการรักษาดี คือ เดินแล้วไม่มีอาการปวดเหมือนก่อนการผ่าตัด
มีแนวของขาข้างที่ผ่าตัดอยู่ในแนวที่ดี มีการเหยียดข้อเข่าได้สุดหรือเกือบสุด
และงอข้อเข่าได้ประมาณ 100 องศาขึ้นไป
เมื่อข้อเข่าเริ่มเข้าสู่ภาวะคงที่แล้ว
ซึ่งโดยทั่วไปประมาณ 6 เดือน ข้อเทียมจะมีความแข็งแรงเสมือนว่าเป็นข้อเข่าของผู้ป่วยเอง
จึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าข้อจะหลุดออกมา ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติได้
ขึ้นลงบันไดได้ สามารถออกกำลังกายเช่น เดินเร็ว ๆ รำมวยจีน เล่นกีฬาเช่น
ว่ายน้ำ กอล์ฟ ได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักเช่นการวิ่งเร็ว
การกระโดดอย่างต่อเนื่อง การเล่นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
เช่น เทนนิส เป็นต้น การนั่งที่เหมาะสมควรนั่งบนเก้าอี้ มีผู้ป่วยบางรายเท่านั้นที่สามารถนั่งยอง
ๆ หรือนั่งขัดสมาส หรือนั่งพับเพียบได้
การดูแลและปฏิบัติตัวในระยะยาว
เพื่อให้การใช้งานของข้อเทียมมีความยืนยาวนานที่สุด
ผู้ป่วยควรมีวิธีปฏิบัติตัวที่เหมาะสมดังนี้
การมาพบแพทย์