ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การเตรียมตัวทั่วไป

               ผู้ป่วยต้องได้รับการร่วมประเมินจากอายุรแพทย์ เพื่อให้ทราบว่าสภาพทั่วไปของร่างกายแข็งแรง พอที่จะทนต่อการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งมีระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 2 ชั่วโมง และอาจต้องเสียเลือดประมาณ 300-900 ซีซี ได้ (โดยการผ่าตัดไม่มีการเลียเลือด เนื่องจากใช้แผ่นรัดต้นขาทำให้เลือดไม่ออก) ปริมาณเลือดที่ออกนี้ใกล้เคียงกับการบริจาคเลือดประมาณ 1-2 ครั้ง ดังนั้น ในผู้ป่วยที่มีความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงน้อย มักมีความจำเป็นต้องได้รับเลือดชดเชย

การเตรียมตัวเกี่ยวกับการผ่าตัดข้อเข่า

               ผู้ป่วยควรฝึกบริหารกล้ามเนื้อเหยียดขาให้แข็งแรงล่วงหน้า เพื่อช่วยให้ผลของการผ่าตัดดี และสามารถมีพัฒนาการสู่การเดินแบบปกติได้โดยเร็ว โดยการฝึกบริหารกล้ามเนื้อทำได้ด้วยการนั่งบนเก้าอี้ แล้วเหยียดข้อเข่าตรงและเกร็งค้างไว้เป็นเวลาประมาณ 10-15 วินาที แล้วจึงคลายและงอข้อเข่าลง การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ 1 ครั้ง ผู้ป่วยควรฝึกการบริหารดังกล่าว ทุกวัน โดยบริหารวันละ 100-200 ครั้ง

การวางยาสลบ

               สามารถใช้ได้ทั้งวิธีวางยาสลบโดยฉีดยาให้หมดความรู้สึก แล้วใส่ท่อช่วยหายใจ หรือฉีดยาเข้าในช่องไขสันหลัง หรือนอกช่องสันหลังก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของวิสัญญีแพทย์ ที่เห็นว่าผู้ป่วยควรได้รับการดมยาแบบไหน จึงจะปลอดภัยสูงสุด
จากความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกา และจากการปฏิบัติเป็นประจำของผู้เขียน การที่ผู้ป่วยได้วิธีให้ยาสลบชนิดผสมผสาน คือการให้ยาทำผู้ป่วยหลับ และใส่ท่อช่วยหายใจ ร่วมกับการให้ยานอกช่องสันหลัง ทำให้ผลการผ่าตัดราบเรียบ และนุ่มนวล ในขณะที่ปริมาณยาที่ใช้ไม่มาก แต่ผู้ป่วยปวดแผลน้อยมาก และผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หลังผ่าตัดก็แทบไม่มี

การผ่าตัด

               ในปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบ่งเป็น 2 ชนิด คือวิธีดั้งเดิม และวิธีเนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย วิธีดั้งเดิมมีแผลผ่าตัดเป็นเส้นตรง และอยู่ด้านหน้าของข้อเข่ายาวเกือบถึง 20 เซนติเมตร ส่วนชนิดเนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย ซึ่งแผลอยู่ตำแหน่งเดียวกัน แต่ขนาดแผลเล็กลงไปกว่า 50% ของขนาดแผลจากวิธีดั้งเดิม มีความแตกต่างกันคือ การตัดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่ใช้ในการเหยียดขาแตกต่างกัน วิธีเนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อยจะมีผลกระทบต่อกล้ามเนื้อกลุ่มนี้น้อยมาก จึงทำให้การฟื้นตัว และ การเดินหลังการผ่าตัดเร็วขึ้นอย่างแตกต่างกับวิธีดั้งเดิม
เมื่อเปิดเข้าในข้อเข่าแล้ว แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาผิวกระดูกจากส่วนต้นขาออกหนาที่สุดไม่เกิน 9-10 มิลลิเมตร, ผิวกระดูกจากส่วนหน้าแข้งหนาที่สุดไม่เกิน 10 มิลลิเมตร และผิวกระดูกสะบ้าออกประมาณไม่เกิน 8 มิลลิเมตร กระดูกที่เอาออกมาจากทั้ง 3 ส่วนนั้น เป็นส่วนที่เป็นผิวของข้อเข่าซึ่งเสื่อมสภาพ ถ้าเปรียบกับพื้นบ้าน ก็คงเหมือนกับการที่เรามีกระเบื้องปูพื้นที่สึกหรือชำรุดออก แล้วเตรียมพื้นบ้านใหม่ จากนั้นก็ปูกระเบื้องชุดใหม่เข้าไปแทน

ภาพ แสดงกระดูกผิวข้อส่วนที่มีการเสื่อมก่อนการตัด (ซ้าย) กระดูกที่ถูกตัดออกมามีลักษณะเป็นชิ้นกระดูกที่มีความหนาไม่เกิน 10 มิลลิเมตร (กลาง) และหลังจากที่ใส่ข้อเทียมเข้าไปแทนที่แล้ว (ขวา)

              ไม่เพียงแต่เอากระดูกที่เสื่อมออก การผ่าตัดยังมีความละเอียดกว่านั้นคือ แพทย์จะต้องปรับความตึงหรือหย่อนของเนื้อเยื่อรอบข้อเข่า เพื่อให้ขาดูรูปร่างปกติ ไม่โก่งผิดรูป และยังต้องตั้งตำแหน่งการวางผิวข้อเทียมให้ถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนนี้เปรียบเสมือนการตั้งศูนย์ล้อของรถยนต์ ตำแหน่งที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยเดินได้ดี และข้อเข่าเทียมจะมีความทนทาน ซึ่งขั้นตอนนี้ ต้องอาศัยแพทย์ที่มีความชำนาญ หรือมีประสบการณ์สูง หรือควรมีอัตราการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าขั้นต่ำในแต่ละปีมากกว่า 30 รายขึ้นไป ซึ่งแพทย์ที่ชำนาญจะสามารถหาจุดอ้างอิงต่าง ๆ บนกระดูกข้อเข่าได้อย่างง่าย และแม่นยำ จากนั้นก็ประกอบเครื่องมือที่ใช้ในการตัดกระดูก ซึ่งมีการกำหนดค่ามุมในท่าเหยียด งอข้อเข่า และขนาดของข้อเทียมที่เหมาะสม นอกจากนั้นแล้ว แพทย์ยังต้องตรวจสอบดูการเคลื่อนไหวของข้อ ให้ได้ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยคนนั้น ๆ ด้วย
ในปัจจุบันมีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วยในการผ่าตัด แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์เองไม่สามารถทำงานได้เอง ดังนั้นต้องมีการป้อนข้อมูล โดยยังต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ในการให้ข้อมูลจุดอ้างอิงให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผล และสร้างภาพบนจอเพื่อให้แพทย์ผู้ผ่าตัดได้เห็นภาพอีกครั้ง จึงทำงานเสมือนการตรวจสอบกันอีกครั้ง ประโยชน์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยผ่าตัดมีมาก ในโรงพยาบาลที่มีการเรียนการสอนแพทย์ เนื่องจากแพทย์ที่มีประสบการณ์น้อย มักหาจุดอ้างอิงบนกระดูกข้อเข่าได้ไม่ชำนาญเท่าแพทย์ที่ประสบการณ์มาก
โดยทั่วไปผิวข้อเทียมที่ใส่เข้าไปนั้นจะมีความหนา และมีขนาดใกล้เคียงกับผิวกระดูกส่วนที่ถูกตัดออกไป และการที่แพทย์ใช้สารยึดกระดูก ในการยึดผิวข้อเทียมกับกระดูก จะทำให้การยึดติดของข้อเทียมกับกระดูกมีความแข็งแรงมาก จนสามารถให้ผู้ป่วยเดินลงน้ำหนักได้หลังจากการผ่าตัดอย่างรวดเร็ว

ภาพ แสดงเข่าของผู้ป่วยที่มีแกนขาผิดปกติ มีเข่าโก่งมากก่อนการผ่าตัด (คู่ซ้าย) และหลังจากที่แก้ไขแกนขาให้ตรง และใส่ข้อเทียมเข้าไปแทนที่แล้ว (คู่ขวา)


              สิ่งที่ผู้ป่วยควรทราบ คือ ผู้ที่มีเข่าโก่ง หรือมีขาเกผิดรูป ทำให้ความยาวของขาโดยรวมสั้นลงไปกว่าขาที่ปกติ ดังนั้น เมื่อได้รับการแก้ไขให้ตรงแล้ว (โดยเฉพาะหลังจากทำผ่าตัดข้างแรกในผู้ป่วยที่เข่าโก่ง 2 ข้าง) จะพบว่าขาข้างที่ทำผ่าตัดยาวมากขึ้น เนื่องจากแกนขาตรงขึ้น แต่เฉลี่ยยาวขึ้นประมาณ ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร แต่ผู้ป่วยสูงอายุส่วนใหญ่ไม่รู้สึกเป็นปัญหาแต่อย่างใด