ความเปลี่ยนแปลงหลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่กล่าวต่อไปนี้
เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เน้นกับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมชนิดดั้งเดิมเป็นหลัก
ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดวิธีเนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย มีความคืบหน้าต่าง
ๆ เร็วกว่าวิธีดั้งเดิม ดังกล่าวถึงอยู่ในภาค 2
48
ชั่วโมงแรก
หลังจากการผ่าตัด
แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนราบบนเตียงก่อน ขาทั้งขาถูกพันด้วยผ้ายืด ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดบริเวณผ่าตัดมากอยู่
48 ชั่วโมง ทั้งนี้แพทย์จะให้ยาระงับอาการปวดอย่างเต็มที่ในขณะ 48 ชั่วโมงนี้
เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันดีว่า อาการปวดจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
ถือได้ว่าเป็นการปวดหลังการผ่าตัดที่รุนแรงมากชนิดหนึ่ง เมื่อรู้สึกขามีกำลังขยับเท้าได้แล้ว
ผู้ป่วยควรกระดิกนิ้วเท้าขึ้น ลง และกระดกข้อเท้าขึ้น ลง บ่อย ๆ ซึ่งเป็นการช่วยให้การไหลเวียนของเลือดเข้าสู่ปกติเร็วขึ้น
หลังจากการผ่าตัด
อาจสังเกตได้ว่ามีสายสำหรับให้เลือดที่คั่งค้างอยู่ในแผล (เลือดเสีย) ไหลออกสู่ขวด
ซึ่งแพทย์มักเอาสายเลือดเสียออกภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยเลือดที่ออกมีปริมาณตั้งแต่
300-900 ซีซี ในผู้ป่วยหลายรายที่มีเลือดจาง อาจต้องให้เลือด จำนวน 1-2
หน่วยได้ โดยทั่วไปแพทย์มักคาสายสวนปัสสาวะให้กับผู้ป่วยไว้เลย เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาการลุกนั่ง
หรือเคลื่อนไหวเพื่อปัสสาวะ และสายสวนเหล่านี้สามารถเอาออกได้เมื่อผู้ป่วยสามารถเดินได้แล้ว
ภายหลังการผ่าตัด
แพทย์ต้องถ่ายภาพทางรังสี หลังผ่าตัด เพื่อตรวจสอบตำแหน่งของข้อเทียม และแนวแกนขา
รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามที่วางแผนไว้ก่อนการผ่าตัด
ภาพ แสดงบริเวณที่ผ่าตัดมีสายต่อ
เพื่อถ่ายเลือดส่วนที่ไม่ต้องการออกมา ขาของผู้ป่วยจะถูกพันด้วยสำลีและผ้ายืด
เพื่อช่วยป้องกันการบวมของขา เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2-5 วัน

ภาพ แสดงการกระดกข้อเท้าขึ้น
ลง หลังจากการผ่าตัด โดยเริ่มทำทันทีที่ผู้ป่วยเริ่มมีกำลังขยับเท้า เพื่อช่วยป้องกันเท้าบวม
และทำให้การไหลเวียนของเลือดดี
ภาพ แสดงเมื่อผู้ป่วยเริ่มสบายขึ้น
(วิธีดั้งเดิมประมาณวันที่ 3-5 และวิธีเนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อยประมาณวันที่
1 หลังการผ่าตัด)
ก็จะเริ่มนั่งห้อยเท้าได้ และมีกำลังในการเหยียดงอข้อเข่าได้เอง
ภาพ แสดงภาพถ่ายทางรังสี
มักต้องทำเสมอหลังจากการผ่าตัด เพื่อตรวจสอบตำแหน่งของข้อเทียมว่ามีลักษณะที่สมบรูณ์เพียงใด
และใช้เป็นข้อมูลบรรทัดฐานในการดูแลผู้ป่วยต่อไประยะยาว
ภาพ แสดงลักษณะแผลวันที่
2-5 หลังจากการผ่าตัดด้วยวิธีดั้งเดิม ยาวประมาณ 18 เซ็นติเมตร (ซ้าย)
และวิธีเนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย ยาวประมาณ 8 เซ็นติเมตร (ขวา) ซึ่งมักมีขนาดแผลต่างกันประมาณกว่าเท่าตัว
สังเกตได้ว่า หลังจากการผ่าตัดจะมีลักษณะเข่าบวมเล็กน้อย ซึ่งถือว่าเป็นปกติ
เริ่มหัดเดิน
ผู้ป่วยจะเริ่มหัดเดินโดยลงน้ำหนักบนเท้าข้างที่ทำผ่าตัดได้
โดยประมาณตั้งแต่วันที่ 2-5 หลังจากการผ่าตัด (วิธีดั้งเดิม) โดยตั้งแต่วันที่
2 หลังจากการผ่าตัด แพทย์จะกระตุ้นให้ผู้ป่วยลุกนั่งห้อยขาข้างเตียง ซึ่งจะทำไห้ข้อเข่างอได้เองจนประมาณเกือบ
90 องศา และในวันถัด ๆ ไป จะกระตุ้นให้ผู้ป่วยฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นขาเหยียดข้อเข่า
โดยการให้เหยียดเข่าเท่าที่ทำได้ และเกร็งตรงเป็นเวลา 10 วินาทีแล้วคลายลง
เหมือนกับช่วงก่อนผ่าตัด โดยให้ทำเช่นนี้บ่อย ๆ เท่าที่สามารถทำได้ ทั้งขณะนอนหงายบนเตียงและขณะนั่งห้อยขาข้างเตียง
จากนั้นให้ผู้ป่วยเดินลงน้ำหนักโดยใช้เครื่องช่วยเดิน (วอล์คเกอร์) เริ่มจากวันละประมาณ
15-20 นาที โดยเพิ่มขึ้นตามความสามารถของผู้ป่วย พร้อม ๆ กับการฝึกการเหยียดและงอข้อเข่า

ภาพ แสดงการฝึกเดินด้วยวอล์คเกอร์
เริ่มจากเคลื่อนวอล์คเกอร์ไปข้างหน้า(ซ้าย) ก้าวขาข้าที่ผ่าตัดก่อน (กลาง)
ตามด้วยก้าวขาข้างที่ดีตามให้ปลายเท้าเสมอกัน (ขวา)
กลับบ้าน
ผู้ป่วยมักได้รับอนุญาตให้กลับบ้านประมาณ
5-10 วันหลังจากการผ่าตัด โดยก่อนกลับบ้านผู้ป่วยต้องปฏิบัติให้ได้เข้าเกณฑ์มาตรฐาน
คือ
- อาการทั่วไปไม่มีไข้
ไม่ซีด ไม่เพลีย บริเวณแผลผ่าตัดดี
- ควรงอข้อเข่าได้อย่างน้อย
90 องศา
- เดินได้ดีพอควร
และทำกิจวัตรส่วนตัว เช่น เดินไปห้องน้ำได้ด้วยตนเอง
ภาพถ่ายทางรังสี
ภาพถ่ายทางรังสีของผู้ป่วย หรือ ญาติ จะสังเกตได้ว่าแกนขามีการเปลี่ยนแปลงจากผิดรูปร่าง
มาเป็นแกนขาปกติ และมีความเปลี่ยนแปลงของภาพถ่ายทางรังสีดังภาพ


ภาพ ถ่ายทางรังสีที่มองจากด้านหน้า
ก่อนการผ่าตัดมีลักษณะเข่าเสื่อม ผิดรูปร่าง และกระดูกเข้ามาชนกัน หลังการผ่าตัดจะสังเกตเห็น
แกนขาเข้าสู่ปกติ และมีเงาของข้อเทียมแทนที่บริเวณที่เสื่อม

ภาพ ถ่ายทางรังสีที่มองจากด้านข้าง
ก่อนการผ่าตัดมีลักษณะเข่าเสื่อม และตกร่อง หลังการผ่าตัดจะสังเกตเห็น
การสบกันของข้อเข้าสู่ปกติ และมีเงาของข้อเทียมส่วนบนดูเป็นฝาครอบ ส่วนล่างเป็นแป้นมีเดือย
แทนที่บริเวณที่เสื่อม