ข้อสะโพกปกติ
และข้อสะโพกเทียม
ข้อสะโพกประกอบไปด้วย
2 ส่วนที่สำคัญ คือ ส่วนหัวของกระดูกต้นขาที่เรียกว่า ฟีเมอร์ (femur)
ซึ่งมีลักษณะคล้ายลูกบอล ส่วนเบ้าสะโพก ที่เรียกว่า อาเซตาบูลัม (acetabulum)
ซึ่งกลไกการทำงานของข้อสะโพก เป็นการหมุนของลูกบอลอยู่ในเบ้า ทำให้เคลื่อนไหวได้ทุกทิศทาง
เมื่อกล่าวถึงการเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ในความหมายทั่วไปคือ การผ่าตัดทั้งส่วนหัวกระดูกฟีเมอร์
และเบ้าสะโพก โดยเอาเฉพาะส่วนของกระดูกที่ตายหรือเสื่อมออก แล้วแทนที่ด้วยข้อเทียมเป็นชุด
ที่ประกอบด้วยเบ้าเทียม และหัวกระดูกฟีเมอร์เทียมที่มีก้านต่อเพื่อเสียบลงในโพรงกระดูก
ซึ่งมักเรียกทับศัพท์ว่า โททัลฮิป (Total Hip Replacement)
นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเพียงด้านเดียว
(Hemiarthroplasty of the hip) ซึ่งตัดเฉพาะส่วนหัวของกระดูกฟีเมอร์ออก
แล้วใส่ข้อเทียมเฉพาะส่วนที่เป็นหัวกระดูกและก้านเท่านั้น การเปลี่ยนข้อสะโพกแบบนี้แตกต่างจากการเปลี่ยนข้อสะโพกทั้งข้อ
กล่าวคือ มักเลือกใช้กับผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกหักเคลื่อนบริเวณสะโพก

ภาพซ้ายสุด
: แสดงข้อสะโพกก่อนการผ่าตัด
ภาพกลางซ้าย : แสดงข้อเทียมแยกส่วนเบ้าและส่วนก้านที่มีบริเวณหัวคล้ายลูกบอล
ภาพกลางขวา : แสดงข้อเทียมเมื่อประกอบเข้ากันแล้ว
ภาพขวาสุด : แสดงข้อเทียมเมื่อใส่เข้าไปในกระดูกแล้ว
ภาพซ้าย
: เอกซเรย์แสดงข้อสะโพกที่มีการอับเสบเสื่อม บริเวณที่เคยเป็นผิวเรียบเปลี่ยนเป็น
ขรุขระและหัวยุบลงมา (เทียบกับอีกข้างซึ่งผิวข้อเรียบ และเป็นรูปร่างทรงกลม)
ภาพขวา : เอ็กซเรย์แสดงหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
(ชนิดไม่ใช้สารยึดกระดูก)
ข้อสะโพกเทียมที่เป็นชุด
และใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แยกเป็นส่วนเบ้าสะโพกเทียม มีทั้งทำจากโลหะที่ขอบด้านนอกและส่วนผิวด้านในทำจากพลาสติก
หรือทั้งชิ้นทำจากพลาสติก ซึ่งพลาสติกที่ใช้ในการแพทย์นี้ ต้องเป็นชนิดที่มีเนื้อแข็งแรงเป็นพิเศษ
และไม่เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อ อีกส่วนหนึ่งคือ ส่วนหัวข้อสะโพกเทียม มีลักษณะคล้ายลูกบอลที่ปลายด้านหนึ่ง
และมีก้านต่อสำหรับเสียบเข้าไปในโพรงกระดูกฟีเมอร์ ทำจากโลหะทั้งชิ้น
โลหะที่ใช้ทำข้อเทียมต้องเป็นชนิดที่มีความทนทานในการใช้งาน และแข็งแรงใกล้เคียงกับกระดูกของข้อสะโพกจริงมากที่สุด
เมื่อใดที่ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม?
ผู้ป่วยที่มีข้อสะโพกเสื่อมหรืออักเสบในระยะท้าย
มีอาการเจ็บปวดบริเวณขาหนีบหรือต้นขาข้างนั้นอย่างชัดเจนและมาก และมีการเคลื่อนไหวได้น้อย
และเมื่อเคลื่อนไหวก็จะทวีความเจ็บปวด จนทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติได้
ภาพถ่ายเอ็กซเรย์จะแสดงความเสื่อม หรือสึกหรอของกระดูกบริเวณผิวข้ออย่างชัดเจน
ซึ่งหากผู้ป่วยรับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การทานยา หรือการทำกายภาพบำบัดแล้วไม่ได้ผล
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขากระดูกและข้อจะให้คำแนะนำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ในระยะที่ผู้ป่วยยังมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงอยู่
การปล่อยให้โรคดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกแย่ลงอย่างต่อเนื่อง
และผู้ป่วยอาจมีสุขภาพแย่ลงด้วย ซึ่งทำให้ผลการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในระยะที่ช้าเกินไปนี้ได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรได้
วิธีผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมชนิดดั้งเดิมเป็นอย่างไร?
วิธีผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมชนิดดั้งเดิม
เป็นการทำผ่าตัดที่ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ส่วนใหญ่ทั่วโลกเรียนและปฏิบัติกันมาตลอดกว่า
30 ปี โดยยอมรับและถือปฏิบัติกันว่าต้องทำให้บาดแผลผ่าตัดที่บริเวณสะโพกต้องมีขนาดใหญ่
(ประมาณ 15-25 เซนติเมตร) และต้องตัดกล้ามเนื้อหลายส่วนเพื่อทำให้การทำงานบริเวณกระดูกข้อสะโพกที่อยู่ลึกลงไปเป็นไปโดยสะดวกและง่าย
เมื่อผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเสร็จแล้ว แพทย์จะสั่งให้ผู้ป่วยต้องนอนกางขาบ้าง
นอนโดยมีการดึงถ่วงขาบ้าง โดยผู้ป่วยต้องนอนราบอยู่บนเตียงตลอดเวลาเป็นเวลาตั้งแต่
2-10 วัน ขึ้นอยู่กับความมากน้อยของเนื้อเยื่อที่ชอกช้ำ หรือถูกตัดในขณะแพทย์ทำการผ่าตัด
หลังจากนั้นแพทย์จะเริ่มอนุญาตให้ผู้ป่วยนั่ง และเริ่มเดิน ซึ่งยังต้องระมัดระวังในการขยับตัว
เนื่องจากผู้ป่วยมีการระบมจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อที่ต้องถูกตัดในขณะผ่าตัด
ในการลงน้ำหนักก็ยังต้องประคองด้วยเครื่องช่วยเดินเป็นเวลานาน ทำให้จำนวนวันที่ผู้ป่วยต้องอยู่ในโรงพยาบาลหลังจากได้รับการผ่าตัดอยู่ระหว่าง
6-13 วัน นอกจากนี้ เมื่อผู้ป่วยพร้อมกลับบ้านแล้ว แพทย์มีข้อกำหนดอีกหลายอย่าง
เพื่อป้องกันการหลุดเคลื่อนของข้อเทียม เช่น ห้ามงอข้อสะโพกขึ้นสูงเลยขาหนีบ
ห้ามหมุนขาให้ปลายเท้าชี้ออกไปด้านนอกลำตัว ห้ามก้มตัวมาก เป็นต้น โดยการห้ามทำท่าต่าง
ๆ นี้ต้องปฏิบัติเป็นเวลานาน อย่างน้อยที่สุด 3 เดือนขึ้นไป ตราบจนเนื้อเยื่อที่ถูกตัดเป็นบริเวณกว้างนี้หายเป็นปกติแล้ว
ผู้ป่วยจึงจะรู้สึกว่าข้อสะโพกที่ได้รับการผ่าตัดนั้นใช้งานได้ดี